วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554

กิจกรรมครั้งที่ 4 รู้จักโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ วันที่ 19 เมษายน 2554 (การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทเผยแพร่ข่าวสาร <แผ่นพับ>)


การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทเผยแพร่ข่าวสาร (แผ่นพับ)



แผ่นพับ หมายถึงกระดาษที่มีการพิมพ์ข้อมูลลงไป อาจจะพิมพ์ 1ด้าน หรือ2ด้าน พิมพ์ 4สี 2สี หรือพิมพ์สีเดียว และมีการพับเป็นแผ่นพับ ที่นิยมพับกันจะเป็น นำใบปลิวA4 มาพับเป็น แผ่นพับ 2พับ 3ตอน หรือ พับครึ่ง การผลิตแผ่นพับ ยิ่งพิมพ์จำนวนมาก ราคาต่อหน่วยจะยิ่งถูกลงเรื่อยๆ


แผ่นพับเป็นการใช้ข้อมูลทั้งแบบย่อ และรายละเอียด ทั้งการประชาสัมพันธ์ การให้ความรู้ความเข้าใจ ในสินค้า บริการ หรือกิจกรรม ต่างๆ เช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการศึกษา


วัตถุประสงค์ของแผ่นพับ


1. แผ่นพับเป็นเอกสาร ที่มักใช้ใน การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ส่งข้อมูลให้สาธารณะ


2. แผ่นพับอาจเป็นเอกสารเพื่อการให้ข้อมูลในเชิงความรู้ หรือทางการขายสินค้า หรือเพื่อประโยชน์อื่น


วิธีการทำแผ่นพับ


1. ถ่ายเอกสาร


2. พิมพ์อิงค์เจ็ท


3. พิมพ์เลเซอร์


4. การพิมพ์ออฟเซ็ท ซึ่งทางบริษัท ใช้การพิมพ์ออฟเซ็ท 4สี ในการผลิตแผ่นพับ เนื่องจาก ให้คุณภาพสีที่สดสวย และมีต้นทุนถูก รวมไปถึงยังสามารถพิมพ์ลงบนกระดาษอาร์ทมันได้



ประโยชน์ของแผ่นพับ


@ การแจกแผ่นพับ เพิ่มโอกาสให้กับการขาย


@ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร


@ ลดต้นทุน ลดเวลา ในการตอบคำถาม



ขนาดแผ่นพับ


ขนาดแผ่นพับที่เป็นที่นิยมกัน นอกเหนือจาก A4 พับเป็น 2พับ 3ตอน หรือ เป็นแผ่นพับA4 แล้วพับครึ่งนั้น ก็จะมี อาทิ


@ ขนาด กางออกเป็น A3 ( 29.7x42.0 cm) พับครึ่งสำเร็จเป็น A4 ( 21.0x29.7 cm)


@ ขนาดกางออก 21.0 x 20 cm (ประมาณ 2ใน 3ของA4) แล้วพับครึ่งเป็น 21x10 cm


@ ขนาด A4 3ตอนยาว ( 29.7x 63.0 cm) แล้วพับเหลือเป็นขนาด A4 ( 21.0x29.7 cm






























ชนิดกระดาษที่ใช้ทำแผ่นพับ


1. กระดาษปอนด์ 60 - 100 แกรม ในกรณี เน้นประหยัด กระดาษปอนด์ที่บางที่สุดที่พิมพ์ 4สี 2ด้าน ได้โดยยังดูไม่ทะลุ จะเป็นกระดาษปอนด์ 70 แกรม


2. กระดาษอาร์ทมัน 85 - 160 แกรม เพื่อความดูดี ดูมีราคาของแผ่นพับขึ้นมาอีกโดยกระดาษอาร์ทมัน 85 แกรม ยังสามารถที่จะทำการพิมพ์ออฟเซ็ท 4สี 2ด้าน ได้ดีอยู่


3. กระดาษอาร์ทการ์ด 190 แกรมขึ้นไป กระดาษการ์ดจะมีความหนา ทำให้ไม่สามารถพับโดยใช้เครื่องพับได้เลยทันที จะต้องทำการปั๊มรอยพับก่อน แล้วจึงจะสามารถพับตามรอยพับได้


4. กระดาษการ์ดขาว , กระดาษปก , กระดาษนอก , กระดาษแฟนซี ,กระดาษชนิดอื่นๆ


เทคนิคการเพิ่มมูลค่าให้แผ่นพับ


1. การเคลือบ ยูวี มัน จะทำให้แผ่นพับดูมันวาวขึ้น นิยมใช้กันในหมู่การท่องเที่ยว โดยเฉพาะทางทะเล


2. การเคลือบ ลามิเนท หรือ PVC ด้าน จะทำให้แผ่นพับดูเรียบด้าน หรูขึ้น และดูมีความเหนียว และความหนาเพิ่มมากขึ้น จากการมีชั้นพลาสติกมาเคลือบไว้อีกชั้นบนกระดาษ เป็นลักษณะงานที่เป็นที่นิยมกันในหมู่โรงแรม


3. การปั๊มนูน ปั๊มทอง เหมาะที่จะพิมพ์ สำหรับแผ่นพับที่เน้น หรูหรา เป็นลักษณะ อาร์ทการ์ด เนื่องจากมีราคาต่อหน่วยสูง


4. การไดคัท เป็นรูปทรงพิเศษ ตามความต้องการของลูกค้า



5. การพิมพ์งานสีพิเศษ สีที่ 5 สีที่6 ใช้พิมพ์เพิ่มสี ในกรณีที่มีสีที่แม่พิมพ์สี CMYK ไม่สามารถพิมพ์ออกมาได้เช่น สีทอง สีเงิน






ลักษณะ File Artwork สำหรับการจัดพิมพ์แผ่นพับ


1. เป็นไฟล์ AI หรือ PDF หรือ JPG หรือไฟล์อื่นใดที่มีความละเอียด ความคมชัดเพียงพอ โดยปกติแล้วทำการทดสอบได้โดย การ Zoom 300% จากไฟล์ขนาดเท่าของจริง แล้วทำการเข้าไปดูไฟล์ ว่าภาพ ตัวหนังสือ ไม่แตก


2. ไฟล์ AI อย่าลืม Include Link และ ทำการ Create Outline ตัวอักษร ทุกครั้ง


ส่วนประกอบที่สำคัญของแผ่นพับ


1. ปกหน้า


1.1 logo : ตราสินค้า และชื่อหน่วยงาน หรือบริษัท


1.2 พาดหัว : ข้อความหลักที่เรียกร้องความน่าสนใจ


1.3 ภาพ (ปกหน้า) : เป็นภาพที่ใหญ่ และขายเนื้อหาโดยรวม ได้ดีที่สุด และต้องดูดีด้วย เพราะส่วนมากทักใช้ภาพเดียว


1.4 ข้อความบนปก : เป็นการเลือกข้อความที่กระชับแบบ ย่อ และเป็นใจความ เลือกลงมาวางไว้บนปกหน้า


2. หน้าใน


2.1 เนื้อหา : ข้อมูลบอกเล่าที่ใช้บอกเกี่ยวกับข้อมูลรายละเอียด ของ สินค้า การบริการ กิจกรรมต่างๆ


2.2 ภาพ (หน้าใน) : อาจใช้หลายภาพ ขึ้นอยู่กับนำมาใช้ขยายความในแต่ละกลุ่มข้อมูล


2.3 องค์ประกอบเรขศิลป์ : ต้องช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ และช่วยส่งเสริมในการสร้าง Guide ในการอ่าน ที่ดี


3. ปกหลัง


3.1 เนื้อหา : อาจใช้เป็นพื้นที่ในการใส่ที่อยู่ ที่ติดต่อ


3.2 ภาพ (ปกหลัง) : เป็นภาพอาจใช้ผสมกับ Graphic เพื่อให้ความรู้สึกถึงตัวคาแลคเตอร์ของสินค้า และบริการดั่งกล่าว


การอออกแบบส่วนประกอบต่างๆ ของแผ่นพับ


1. ระบบกริด


1.1 Column Grid : เป็นระบบกริดในหนึ่งหน้ากระดาษจะมี Unit Grid มากกว่า 1 unit โดยเรียงยาวแนวตั้ง อาจจะไม่เท่ากันก็ได้ แต่หน้าเป็นหน้า คู่ ควรใช้ลักษณะ repeat /mirror เพราะสร้างลำดับการอ่าน และการจำ ได้ดี


1.2 Modular Grid : เป็นระบบกริดในหนึ่งหน้ากระดาษจะมี Unit Grid มากกว่า 1 unit โดย แบ่งเป็นทั้งแนวนอน และแนวตั้ง โดยมี อัลลี่ย์ และมาร์จิ้น ล้อมรอบ เพื่อสร้างขอบเขตการอ่าน ระบบนี้เมหาะกับงานจำพวกมีองค์ประกอบเป็นจำนวนมากๆ


2. ปกหน้า


2.1 พาดหัว : ควรต้องวางไว้บนส่วนบนของปกหน้า เพราะต้องคำนึงถึง เวลาวางบนกล่องใส่ จะได้เห็นว่า แผ่นพับนี้ขายอะไร ส่วนพาดหัวนี้ต้องมีขนาดที่ใหญ่ มักไม่ต่ำกว่า 36 Point


2.2 ภาพประกอบ : ควรช่วยกันสงเสริม ไม่ใช่ช่วยแปล หรือถอดความ ส่วนใหญ่มักใช้ภาพเดียวเต็มๆ เข้าใจง่ายๆ


2.3 รายละเอียดบนปก : ถ้ามี ไม่ควรใช้ต่ำกว่า 24 Point ควรจัดเรียงให้สัมพันธ์กับภาพประกอบ ไม่ให้โดดเกินไป (องค์ประกอบ) แต่สีโดดเพื่อง่ายแก้การอ่าน


2.4 ตราสัญลักษณ์ : โดยอาจใส่เป็นส่วยหนึ่งของชื่อ brand บริษัท ร่วมกับพาดหัว แต่รองกว่าพาดหัว


3. หน้าใน


3.1 เนื้อหา : นอกจากต้องคำนึงถึงการอ่านที่ง่ายตามระบบกริดที่วางไว้ การออกแบบ Guide ให้ผู้อ่านตามลำดับที่วางไว้เป็นหน้าที่ที่นักออกแบบควรคำนึง อาจใช้องค์ประกอบ graphic เป็นตัวช่วยสร้าง Visual guide ควรคำนึงถึง อัลลีย์ ที่เป็นพื้นที่ว่าง ที่ช่วยทั้งสร้างกลุ่ม ขอบเขตของข้อมูล และเป็น Space ทางสายตาให้พัก เพราะไม่จำเป็นต้องเต็มแน่นเหมือน หนังสือพิมพ์



3.2 ภาพประกอบ : ภาพในหน้าในควรปรับขนาดให้ได้รูปตามเส้น Grid เพราะจะช่วยดูว่าเนื้อหา เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และควรมีคำบรรยายใต้ภาพหรือ Caption อยู่เสมอ อาจเลือกใช้ขนาดตัวอักษรที่เล็ก หรือเอียง



แหล่งอ้างอิง


- Powerpoint ของ อาจารย์ = ข้อมูล + รูปภาพ



วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

กิจกรรมครั้งที่ 4 รู้จักโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ Adobe Indesign วันที่ 19 เมษายน 2554 (พื้นฐานการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์)


แหล่งการเรียนรู้ออนไลน์ สำหรับศึกษารายละเอียดของโปรแกรม


http://www.phpparty.com/index.php/โปรแกรม-Adobe-Indesign



พื้นฐานการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์


บรรทัดฐานในการออกแบบ 3 ข้อ ดังนี้


1. การตอบสนองประโยชน์การใช้สอย เช่น


- งานออกแบบหนังสือ ต้องอ่านง่าย ตัวหนังสือชัดเจน


- งานออกแบบเว็บไซต์ ถึงจะสวยอย่างไร แต่ถ้าโหลดช้า ทำให้ผู้ใช้งานต้องรอนาน ก็นับว่าเป็นงานออกแบบเว็บไซต์ที่ไม่ดี


- งานออกแบบ CAI ถ้าปุ่มวางกระจัดกระจาย ผู้ใช้หลงทางก็ไม่เป็นการออกแบบที่ดี


2 . ความสวยงามความพึงพอใจ


3. การสื่อความหมาย




กระบวนการทำงานออกแบบกราฟิก


1. วิเคราะห์โจทย์ที่มาให้สร้างผลงาน ซึ่งได้แก่


1.1 What เราจะทำงานอะไร กำหนดเป้าหมายที่จะทำ เช่น เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ หรือความบันเทิง
1.2
Where งานของเราจะนำไปใช้ที่ไหน


1.3 Who ใครเป็นคนที่มาใช้งานเรา เช่น โปสเตอร์สำหรับผู้ใหญ่ ต้องออกแบบสีไม่มาก ไม่ฉูดฉาด


1.4 How จะทำงานชิ้นนี้อย่างไร


2. สร้างแนวคิดหลักในการออกแบบให้ได้ (Concept)


3. ศึกษางานหรือกรณีตัวอย่างที่มีอยู่แล้ว


4. ออกแบบร่าง



5. ออกแบบจริง








Exampleโจทย์ : “งานออกแบบเครื่องหมายการค้า ร้านซักผ้า Point Wash


Keyword : คิดดูว่า ถ้าพูดถึงร้านซักผ้าเรานึกถึงอะไร (ซัก น้ำ ความสะอาด ฟอง ผงซักฟอก


ภาพ : ความสะอาด การซักผ้าแสดงฟองแห่งความสะอาดล่องลอย


ตีความหมายภาพ : ความสะอาด = สีขาว, น้ำ = สีฟ้า


ฟองซักฟอก = วงกลมเล็ก ๆ ที่ล่องเลย


สรุป : การออกแบบน่าจะใช้สีโทนเย็นเป็นหลัก ส่วนประกอบในภาพอาจจะใช้หยดน้ำที่สื่อถึงความสดชื่นของผลิตภัณฑ์


ลักษณะของเส้น


1. เส้นตั้ง หรือ เส้นดิ่ง ให้ความรู้สึกทางความสูง สง่า มั่นคง แข็งแรง หนักแน่น เป็นสัญลักษณ์ของความซื่อตรง
2. เส้นนอน ให้ความรู้สึกทางความกว้าง สงบ ราบเรียบ นิ่ง ผ่อนคลาย
3. เส้นเฉียง หรือ เส้นทะแยงมุม ให้ความรู้สึก เคลื่อนไหว รวดเร็ว ไม่มั่นคง
4. เส้นหยัก หรือ เส้นซิกแซก แบบฟันปลา ให้ความรู้สึก คลื่อนไหว อย่างเป็น จังหวะ มีระเบียบ ไม่ราบเรียบ น่ากลัว อันตราย ขัดแย้ง ความรุนแรง


5. เส้นโค้ง แบบคลื่น ให้ความรู้สึก เคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ลื่นไหล ต่อเนื่อง สุภาพ อ่อนโยน นุ่มนวล
6. เส้นโค้งแบบก้นหอย ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว คลี่คลาย หรือเติบโตในทิศทางที่ หมุนวนออกมา ถ้ามองเข้าไปจะเห็นพลังความเคลื่อนไหวที่ไม่สิ้นสุด
7. เส้นโค้งวงแคบ ให้ความรู้สึกถึงพลังความเคลื่อนไหวที่รุนแรง การเปลี่ยนทิศทาง ที่รวดเร็ว ไม่หยุดนิ่ง
8. เส้นประ ให้ความรู้สึกที่ไม่ต่อเนื่อง ขาด หาย ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความเครียด


ความรู้สึกของรูปร่างรูปทรง


1.วงกลม ให้ความรู้สึกเป็นศูนย์กลาง เป็นที่รวมจุดความสนใจ


2. สี่เหลี่ยม ให้ความรู้สึกสงบ มั่นคง เป็นระเบียบ



3. สามเหลี่ยม ทิศทาง เฉียบคม


4. หกเหลี่ยม ให้ความรูสึกความเชื่อมโยง การเป็นหน่วยย่อย


5. รูปร่างธรรมชาติ อิสระ การเลื่อนไหล



แหล่งอ้างอิง


- Powerpoint ของ อาจารย์ = ข้อมูล


- http://www.google.co.th/imghp?hl=th&tab=wi = รูปภาพ


โปสเตอร์ที่ดิฉันออกแบบ















วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

กิจกรรมครั้งที่ 3 รู้จักกระดาษสำหรับงานพิมพ์,ออกแบบโปรเตอร์อย่างง่าย...วันที่ 4 มีนาคม 2554 (ภาคต่อค่ะ)


การออกแบบโปสเตอร์



โปสเตอร์ (Poster) หมายถึง สิ่งพิมพ์ที่ที่เป็นแผ่นเดียวมีขนาดใหญ่หรือเล็กแล้วแต่ผู้จัดทำ ใช้ติดตามสถานที่ต่าง ๆ ในแนวตั้ง เช่น ผนัง ตู้กระจก เสาไฟฟ้า ฯลฯ มีเนื้อหาสาระเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการหรืองานอื่นๆที่ต้องการเรียกร้องความสนใจ ส่วนใหญ่แล้วมักนำเสนอเพียงแนวความคิดเดียวเป็นหลักใหญ่


ประโยชน์ของโปสเตอร์อาจมีหลายจุดประสงค์ เช่น


1. โดยส่วนมากจะเป็นเครื่องมือในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาสินค้า/บริการ งานต่างๆ งานดนตรี ภาพยนตร์


2. เพื่อใช้ในการศึกษานำเสนอสาระใดสารหนึ่ง


3. เพื่อเป็นสื่อการสอนอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ


4. นำเสนอผลงานทางวิชาการ



ขั้นตอนการออกแบบโปสเตอร์


1. ศึกษารายละเอียดและวิเคราะห์ข้อมูลที่จำเป็นที่ต้องการสื่อสาร


2. นำข้อมูลที่ต้องการสื่อสารมาออกแบบร่าง


3. เลือกรูปแบบและการวางผัง (Layout) ที่เหมาะสมกับงาน


4. ทำการวางแบบเลย์เอ้าท์ นำส่วนประกอบต่างๆมาลองวางลงในหน้ากระดาษ เพื่อดูว่ามีมากพอหรือไม่ ต้องการเพิ่มเติมส่วนใด หรือต้องตัดอะไรออก ดูความเข้ากันของส่วนประกอบทั้งหมดโดยใช้องค์ประกอบศิลปะช่วยในการจัด


5. กำหนดลักษณะของส่วนประกอบต่างๆของงานที่เหมาะสม เช่น แบบ ขนาดของตัวอักษรที่ใช้ในส่วนต่าง ๆ ของเนื้อหา


6. การทำต้นฉบับเหมือนพิมพ์ อาร์ตเวิร์ค (artwork) นำแบบร่างที่ลงตัวถูกต้องแล้ว มาทำให้เป็นขนาดเท่าของจริง ทั้งภาพและตัวอักษร ช่องไฟ และงานกราฟิคทุกอย่าง ซึ่งปัจจุบันจะใช้โปรแกรมจัดทำอาร์ตเวิร์คเช่น Adobe Indesign, Illustrator เป็นต้น


7. ทำการตรวจทาน ดูความถูกต้องของภาษา ความเหมาะสมของรูปภาพ และการจัดวาง


8. แก้ไขรายละเอียดและปรับแต่งขั้นสุดท้าย นำส่งโรงพิมพ์เพื่อทำการจัดพิมพ์ต่อไป



หลักการออกแบบโปสเตอร์


1. ตัวอักษรต้องตัดกับพื้นหลัง


2. ไม่ควรใส่ข้อความแน่นหรือมีจำนวนมากเกินไป


3. ควรคำนึงถึงหลักทฤษฎีสีและศิลปะในการออกแบบ


4. ควรเว้นระยะขอบประมาณ 0.5 ซ.ม.


5. ภาพให้เหมาะสมกับเนื้อหา



ตัวอย่างโปสเตอร์






วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

กิจกรรมครั้งที่ 3 รู้จักกระดาษสำหรับงานพิมพ์,ออกแบบโปรเตอร์อย่างง่าย...วันที่ 4 มีนาคม 2554

ประเภทของกระดาษสำหรับงานพิมพ์ มีดังนี้... 1.กระดาษปรู๊ฟ (Newsprint) เป็นกระดาษที่มีส่วนผสมของเยื่อบดที่มีเส้นใยสั้น และมักนำเยื่อจากกระดาษใช้แล้วมาผสมด้วย กระดาษปรู๊ฟมีน้ำหนักเพียง 40 52 กรัม/ตารางเมตร มีสีอมเหลือง ราคาไม่แพงแต่ความแข็งแรงน้อย เหมาะสำหรับงานพิมพ์หนังสือพิมพ์ และเอกสารที่ไม่ต้องการคุณภาพมาก



ตัวอย่างกระดาษปรู๊ฟ


2. กระดาษแบ้งค์ (Bank Paper) เป็นกระดาษบางไม่เคลือบผิว น้ำหนักไม่เกิน 50 กรัม/ตารางเมตร มีสีให้เลือกหลายสี ใช้สำหรับงานพิมพ์แบบฟอร์มต่าง ๆ ที่มีสำเนาหลายชั้น



ตัวอย่างกระดาษแบ้งค์




3. กระดาษปอนด์ (Bond Paper) เป็นกระดาษที่ทำจากเยื่อเคมีที่ผ่านการฟอกและอาจมีส่วนผสมของเยื่อที่มาจากเศษผ้า มีสีขาว ผิวไม่เรียบ น้ำหนักอยู่ระหว่าง 60 100 กรัม/ตารางเมตร ใช้สำหรับงานพิมพ์ที่ต้องความสวยงามปานกลาง พิมพ์สีเดียวหรือหลายสีก็ได้



ตัวอย่างกระดาษปอนด์



4. กระดาษอาร์ต (Art Paper) เป็นกระดาษที่ทำจากเยื่อเคมี (เยื่อที่ผลิตโดยใช้สารเคมี) และเคลือบผิวให้เรียบด้านเดียวหรือทั้งสองด้าน การเคลือบอาจจะเคลือบมันเงาหรือแบบด้านก็ได้ มีสีขาว น้ำหนักอยู่ระหว่าง 80 160 กรัม/ตารางเมตร ใช้สำหรับงานพิมพ์ที่ต้องการความสวยงาม งานพิมพ์สอดสี เช่นแคตตาล็อก โบร์ชัวร์



ตัวอย่างกระดาษอาร์ต





5. กระดาษฟอกขาว (Woodfree Paper) เป็นกระดาษที่ทำจากเยื่อเคมี (เยื่อที่ผลิตโดยใช้สารเคมี) และฟอกให้ขาว เป็นกระดาษที่มีคุณภาพและมีความหนาแน่นสูง การดูดซึมน้อย ใช้สำหรับงานพิมพ์หนังสือ กระดาษพิมพ์เขียน



ตัวอย่างกระดาษฟอกขาว (กระดาษสาฟอกขาว)








6. กระดาษเหนียว (Kraft Paper) เป็นกระดาษที่ทำจากเยื่อซัลเฟต (เยื่อใยยาวที่ผลิตโดยใช้สารซัลเฟต) จึงมีความเหนียวเป็นพิเศษ มีสีเป็นสีน้ำตาล น้ำหนักอยู่ระหว่าง 80 180 กรัม/ตารางเมตร ใช้สำหรับทำสิ่งพิมพ์บรรจุภัณฑ์ กระดาษห่อของ ถุงกระดาษ



ตัวอย่างกระดาษเหนียว



7. กระดาษการ์ด (Card Board) เป็นกระดาษที่มีความหนาและแข็งแรงประกอบด้วยชั้นของกระดาษหลายชั้น ชั้นนอกสองด้านมักเป็นสีขาว แต่ก็มีการ์ดสีต่าง ๆ ให้เลือกใช้ บางชนิดมีผิวเคลือบมันเรียบ ซึ่งเรียก กระดาษอาร์ตการ์ด น้ำหนักกระดาษการ์ดอยู่ระหว่าง 110 400 กรัม/ตารางเมตร ใช้สำหรับทำปกหนังสือ บรรจุภัณฑ์ที่มีราคา เช่นกล่องเครื่องสำอาง



ตัวอย่างกระดาษการ์ด



8. กระดาษกล่อง (Box Paper) เป็นกระดาษที่ทำจากเยื่อบด และมักนำเยื่อจากกระดาษใช้แล้วมาผสม มีสีคล้ำไปทางเทาหรือน้ำตาล ผิวด้านหนึ่งมักจะประกบด้วยชั้นของกระดาษขาวซึ่งอาจมีผิวเคลือบมันหรือไม่ก็ได้เพื่อความสวยงามและพิมพ์ภาพลงไปได้ หากเป็นกระดาษไม่เคลือบ จะเรียก กระดาษกล่องขาว หากเป็นกระดาษเคลือบผิวมัน จะเรียก กระดาษกล่องแป้ง น้ำหนักกระดาษกล่องอยู่ระหว่าง 180 600 กรัม/ตารางเมตร ใช้สำหรับทำสิ่งพิมพ์บรรจุภัณฑ์ เช่น กล่อง ป้ายแข็ง ฯลฯ



ตัวอย่างกระดาษกล่อง





9. กระดาษแข็ง (Hard Board) เป็นกระดาษหลายชั้นแข็งหนาทำจากเยื่อไม้บดและเยื่อกระดาษเก่า มีผิวขรุขระสีคล้ำ มีคำเรียกกระดาษชนิดนี้อีกว่า กระดาษจั่วปัง น้ำหนักมีตั้งแต่ 430 กรัม/ตารางเมตรขึ้นไป ใช้ทำใส้ในของปกหนังสือ ฐานปฏิทินตั้งโต๊ะ บรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ



ตัวอย่างกระดาษแข็ง







10. กระดาษแฟนซี (Fancy Paper) เป็นคำเรียกโดยรวมสำหรับกระดาษที่มีรูปร่างลักษณะของเนื้อและผิวกระดาษที่ต่างจากกระดาษใช้งานทั่วไป บางชนิดมีการผสมเยื่อที่ต่างออกไป บางชนิดมีผิวเป็นลายตามแบบบนลูกกลิ้งหรือตะแกรงที่กดทับในขั้นตอนการผลิต มีสีสันให้เลือกหลากหลาย มีทั้งกระดาษบางและหนา ประโยชน์สำหรับกระดาษชนิดนี้สามารถนำไปใช้แทนกระดาษที่ใช้อยู่ทั่วไป ตั้งแต่นามบัตร หัวจดหมาย ไปจนถึงกล่องบรรจุภัณฑ์



ตัวอย่างกระดาษแฟนซี





11. กระดาษอื่น ๆ นอกจากกระดาษชนิดต่าง ๆ ที่เอ่ยมาข้างต้นแล้ว ยังมีกระดาษชนิดอื่น ๆ อีก เช่น กระดาษถนอมสายตา กระดาษกันปลอม (Security Paper) กระดาษเอ็นซีอาร์ (Carbonless Paper) กระดาษสังเคราะห์ กระดาษสติ๊กเกอร์ ฯลฯ



ตัวอย่างกระดาษอื่นๆ




แหล่งอ้างอิง

powerpoint ของอาจารย์ - ข้อมูล

http://www.google.co.th/imghp?hl=th&tab=wi - รูปภาพ

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

กิจกรรมครั้งที่ 2 การออกแบบนามบัตรและการสร้างนามบัตรด้วยโปรแกรม photoshop cs 3

การที่ได้ไปออกแบบนามบัตรมาล่วงหน้าและมาลงมือทำในชั่วโมงเป็นการส่วนช่วยให้เรารู้และง่ายต่อการทำ เนื่องจากเราได้กำหนดรูปแบบไว้เรียบร้อยแล้ว รวมถึงการที่อาจารย์สอนทำใน photoshop cs 3 ในช่วงแรกๆนั้นอาจจะไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ เพราะเกิดอาการลืมไปชั่วขณะ ไม่เคยได้รื้อฟื้น แต่พอทำไปได้ซักพักก็เริ่มสะดวกขึ้นและง่ายขึ้นเมื่ออาจารย์เริ่มสอนเทคนิคต่างๆที่ไม่เคยได้เรียนมาก่อน พร้อมทั้งยังได้ความรู้ใหม่ๆจากเพื่อนๆที่ถนัดกับการใช้โปรแกรมนี้อีกด้วยค่ะ


ผลความสำเร็จในการเรียน

แบบแนวตั้ง



แบบแนวนอน